“สเตียรอยด์” วายร้ายในครีมหน้าใส สารอันตรายที่สาวๆ ควรหลีกเลี่ยง

เชื่อได้เลยว่าผู้หญิงทุกคนมีความใฝ่ฝันว่าอยากสวย ผิวดี หน้าใส จึงทำให้การดูแลผิวหน้าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ครีมตัวไหนหรือผลิตภัณฑ์อะไรที่โฆษณาว่าดี มีรีวิวว่าเลิศ สาวๆ ส่วนใหญ่มักไม่พลาดที่จะหามาลองให้ได้ แต่ปัจจุบันหลายครั้งที่อาจถูกหลอกลวงจากการโฆษณาที่เกินจริงหรือการบอกต่อแบบผิดๆ โดยหวังผลเพียงว่าอยากหน้าขาวไว ๆ ทาปุ๊บหน้าใสปั๊บ ซึ่งบอกได้เลยว่าครีมหน้าขาว หน้าใสที่วิเศษขนาดนั้นไม่มีอยู่จริงค่ะ นอกจากไม่ได้วิเศษแล้ว ยังอาจนำความหายนะมาสู่ผิวหน้าของสาวๆ อีกด้วย เพราะในครีมเหล่านี้มักมี “สเตียรอยด์” เป็นส่วนผสม ซึ่งหากสาวๆใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็จะเกิดอาการผิวติดสเตียรอยด์ จนทำให้หน้าพัง สิวบุก วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสเตียรอยด์ และข้อมูลดีๆ ที่จะช่วยให้สาวๆ มีผิวแข็งแรง ผิวสวย หน้าใสอย่างที่แท้จริงและไม่เสี่ยงอันตรายมาฝากค่ะ

สารสเตียรอยด์คืออะไร ?

จริงๆแล้วสเตียรอยด์เป็นกลุ่มฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นได้เองในปริมาณเพียงเล็กน้อยเพื่อทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายให้เป็นปกติอยู่เสมอ เช่น ต้านการอักเสบ ลดอาการปวดต่างๆ หรือปรับความเครียดและจากคุณสมบัติดีๆ มากมายนี้เอง จึงมีการผลิตสารสเตียรอยด์สังเคราะห์เลียนแบบสารที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติเพื่อมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ถ้านำสเตียรอยด์สังเคราะห์มาใช้อย่างไม่ถูกวิธีนอกจากอาการต่างๆ จะไม่หายแล้วอาจยิ่งก่อให้เกิดผลเสีย และอันตรายได้มากกว่าที่คุณคิดอีกด้วย

อันตรายของครีมที่ผสมสารสเตียรอยด์

จากคุณสมบัติที่สามารถต้านการอักเสบได้ จึงมีการนำสเตียรอยด์สังเคราะห์มาใส่ในครีมเพื่อที่จะใช้เป็นครีมรักษาหน้า รักษาผื่นผิวหนังอักเสบ แก้แพ้ แก้คัน แต่สเตียรอยด์จากเคมีนั้นจัดเป็นสารอันตรายที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงเนื่องจากมีสารตกค้างจากเคมีที่ใช้ผลิตมันขึ้นมานั่นเอง หากใช้โดยไม่ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ จะส่งผลทำให้ผิวหนังบางไวต่อแสงแดดมากเกินไป เส้นเลือดที่ผิวหนังแตกง่าย ผิวมัน อักเสบมีผื่นแดง บางรายอาจเป็นสิวเห่อขึ้นทั้งใบหน้าเรื้อรังรักษายาก และในการใช้ครีมหน้าขาวที่มีสารสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะหยุดผลิตสเตียรอยด์จากภายในร่างกาย จึงเป็นเหตุที่ว่าเมื่อเราหยุดใช้ครีมที่มีสารสเตียรอยด์แล้ว หน้าจึงพังเร็วยิ่งกว่าเดิมเพราะสารสเตียรอยด์ในร่างกายก็ไม่ผลิตด้วยเช่นกัน ดังนั้นแทนที่จะผิวสวย หน้าใส กลับได้หน้าพัง สิวบุกแทน

อาการของผิวหน้าที่เกิดจากสเตียรอยด์

  • ขณะใช้ครีมที่มีสเตียรอยด์ผิวหน้าจะดูขาว และผิวใสมากจนแทบไม่เห็นรูขุมขน แต่เมื่อหยุดใช้ถึงจะเริ่มมีปัญหา
  • ผิวหน้าที่แพ้ หรือติดสารสเตียรอยด์จะมีตุ่มแดงๆขึ้นมา คล้ายกับสิวปกติ สิวผด แต่ไม่มีหัวสิวมีขนาดเท่ากันเป็นแพ และผิวหน้ามีอาการแดงผิดปกติ หรืออาจเกิดอาการอักเสบ
  • ผิวหน้าติดสเตียรอยด์แล้วผิวจะอ่อนแอ ทำให้แพ้ครีมและเครื่องสำอางค์ง่ายมาก จนเกิความเข้าใจผิดว่าแพ้ผลิตภัณฑ์หลายตัว
  • ผิวหน้าที่ติดสเตียรอยด์มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายเพราะสเตียรอยด์นั้นมีฤทธิ์ กดภูมิคุ้มกัน หากเกิดสิวก็จะลุกลามจนหน้าพังเพราะสิวบุกได้ง่าย

วิธีสังเกตครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์

เมื่อเราทราบแล้วว่าสารสเตียรอยด์ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวของเราได้ ก่อนจะเลือกใช้ครีมหน้าขาวหน้าใสทั้งหลายจึงต้องตรวจสอบให้ดี ซึ่งวิธีที่จะเลือกครีมที่ไม่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ สามารถสังเกตุได้ดังนี้

  1. ที่ผลิตภัณฑ์ ต้องระบุข้อมูลต่างๆ อย่างชัดเจน ได้แก่
    • ชื่อเครื่องสำอาง และชื่อทางการค้า
    • ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต กรณีที่นำเข้าต้องมีชื่อ ที่อยู่ของผู้นำเข้า และชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต
    • ระบุปริมาณ วิธีใช้ ข้อแนะนำ คำเตือน
    • บอก เดือนปีที่ผลิตและที่หมดอายุ เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิต
    • ส่วนประกอบ ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต
    • ข้อความอื่นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภค เช่น เลขที่ใบรับแจ้ง ซึ่งเป็นเลข 10 หลัก
  2. ลักษณะครีมต้องอยู่ในสภาพที่ปกติ ไม่มีการแยกชั้นกันของเนื้อครีมเมื่อตั้งทิ้งไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ไม่เปลี่ยนสีในระยะเวลาอันสั้น หรือ 1-3 เดือนหลังจากที่ซื้อ ครีมต้องไม่มีกลิ่นแปลกๆ นอกจากกลิ่นสารเคมีเข้มข้นแล้ว ไม่ควรมีกลิ่นน้ำหอมจนฉุนจมูก เพราะอาจเป็นการกลบกลิ่นสารเคมีอันตรายที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอางค์
  3. ครีมที่ใช้ต้องไม่โฆษณาเกินจริง หรือเห็นผลเร็วจนเกินไป โดยเฉพาะเห็นสิวหายทันทีราวกับเสก หรือผิวหน้าขาวใส เงาขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 7 วัน เพราะครีมที่ดีควรค่อยๆ เข้าไปบำรุง ผลัดผิวใหม่ของเราอย่างช้าๆ ซึ้งต้องใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปี
  4. ถ้าหากต้องการเช็คให้แน่ใจสามารถทดสอบได้ด้วยชุดตรวจสอบสเตียรอยด์เบื้องต้น หรือส่งตรวจเพื่อวิเคราะห์อย่างละเอียดที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์

วิธีกู้หน้าพังจากสเตียรอยด์ และการดูแลผิวที่ถูกต้อง

1. อย่างแรกสำหรับสาวๆที่หน้าพัง สิวบุกเห่อแดงเพราะสเตียรอยด์นั้นต้องไม่ใจร้อนเพราะการกู้หน้าพังจากสเตียรอยด์ต้องใช้เวลา ในช่วงแรกต้องมีการพักใบหน้า หยุดการใช้ครีมบำรุงต่างๆ ประมาณ 3-7 วัน พักการแต่งหน้าจนกว่าผิวหน้าจะแข็งแรง และห้ามบีบ แคะ แกะ เกาสิว เพราะผิวจะยิ่งติดเชื้อลุกลามจนยากจะรักษาให้หายได้

2. ทำการล้างพิษผิวหน้าด้วยสารสกัดจากธรรมชาติหลังจากพักหน้า 3-7 วัน โดยการมาส์กหน้า เช่น พอกด้วยโยเกิร์ต ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์มาส์กหน้าที่ใช้ส่วนผสมจากสารสกัดจากธรรมชาติล้วนๆ เพื่อปลอบประโลมผิวหน้าและลดอาการระคายเคืองของผิว

3. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ที่อ่อนโยน ปราศจากสารเคมีที่จะทำให้ผิวระคายเคืองง่าย อาจใช้เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก หรือสบู่กลีเซอนรีนก้อนใส ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ผสมน้ำหอม พาราเบนและสารกันเสีย แต่อาจเพิ่มวิตามินอี ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ดีต่อผิวเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดเลือนรอยแผลเป็นต่างๆ ให้จางลงได้

4. ครีมบำรุง เน้นใช้ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ อย่างใบบัวบก ที่มีสรรพคุณด้านการลดการอักเสบ และลดเลือนรอยสิว หรือสารสกัดจากเปลือกมังคุดที่ช่วยฆ่าเชื้อสิว เป็นต้น นอกจากนี้ เนื่องจากสเตียรอยด์จะไปกดภูมิคุ้มกันของผิวหน้า เป็นสาเหตุทำให้ผิวหน้าของคุณอ่อนแอบอบบางและแพ้ง่ายจึงควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของน้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบน สารกันเสีย เนื่องจากสารดังกล่าวเหล่านี้อาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหน้า จึงอาจทำให้หน้าพัง สิวบุกซ้ำสองได้

จากข้อมูลข้างต้นถ้าสาวๆ ไม่อยากสวยระยะสั้น แต่หน้าพัง สิวบุก ระยะยาว ควรใส่ใจกับการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าให้ดี พยายามเลือกครีมหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงครีมหน้าขาวใสที่โฆษณาเกินจริง หรือไม่ทราบส่วนประกอบที่ชัดเจน เพราะอาจมีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ซึ่งเป็นสารอันตรายทำร้ายผิว ไม่เช่นนั้นแทนที่จะมีผิวขาวสวย หน้ากระจ่างใสอาจกลายเป็นสิวบุก หน้าพังแทนแบบไม่รู้ตัวได้นะ

Add Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *